ทีมชาติไทย

ทีมชาติไทย ต้องอาศัยอะไร สำหรับรอบ 12 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2022

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าทีมชาติไทยซึ่งปัจจุบันมีอันดับโลกอยู่ที่ 116 ของโลก หรือที่ 20 ของทวีปจะต้องนอนซุกกายอยู่ในโถ 3 ของการจับฉลากฟุตบอลโลกที่หนนี้กาตาร์ได้สิทธิ์เป็นเจ้าภาพ (ไม่ต่างจากครั้งที่แล้วที่พี่ไทยก็อยู่ในโถ 3 นี้แหละและโชคดีที่ได้ทีมจากโถ 1 และ 2 ที่ไม่หนักมากอย่างอิรักและเวียดนาม) จริงอยู่ที่ว่าทีมชาติไทยโดยเฉพาะชุดใหญ่มักมีโชคในเรื่องของการจับฉลากในรายการ ใหญ่ๆ ดูอย่างการคัดฟุตบอลโลกหนที่แล้วและเอเชียนคัพที่ยูเออีเป็นเจ้าภาพ เราก็ถือเป็นทีมที่มีดวงในการจับฉลากอยู่เหมือนกัน เพียงแต่การจะเอาดวงมาเป็นเครื่องมือหลักสําหรับกรุยทางเข้าสู่รอบต่อไป หากใครได้ยินเป็นใครก็ต้องบอกว่า “บ้า” เพราะมันเหมือน ไม้หลักปักเลนที่ฝากความหวังเอาไว้ไม่ได้ แถมยังไม่มีทั้งความแน่นอนและความมั่นคงอีกต่างหาก

ดังนั้นภารกิจของไทยในรายการที่มีสเกลใหญ่อย่างคัดบอลโลกหนนี้ เราเองจําเป็นต้องค้นหาอะไรบางอย่าง เพื่อเป็นหลักประกันว่า อย่างน้อยทีมของเราก็พร้อมและเบ็งแกร่งพอ สําหรับการเป็นผู้พิชิตตัว 1 ใน 12 ใบสําหรับรอบต่อไป (เหมือนคราวที่แล้วที่เคยทําได้ ในสมัยโค้ชซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง พาทีมช้างศึกตะลุยทั้งแดนอาหรับ, ท่องเมืองญวนและบุกเกาะไต้หวัน)

และช้างศึก “สปอร์ตไลท์” หนนี้จะพาท่านผู้อ่านไปค้นหาเจ้าเครื่องมือหรือสิ่งจําเป็นที่เราต้องมีเพื่อทําให้เราพร้อมที่สุดก่อนที่การแข่งขัน เพื่อช่วงชิงโควต้าตัวแทนทวีปหนนี้จะมาถึง

ทีมชาติไทย…เอาเวย์ไหนดี?

ผลงานการพ่ายแพ้ในรายการที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ อย่างฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ที่เราแพ้ให้แก่ อินเดียและเวียดนามแบบชนิดที่ว่ายิงเขาไม่ได้ นับเป็นผล งานที่ล้มเหลวและน่าผิดหวังเป็นที่สุด

มีคนบอกว่าการที่ไทยยังก้าวไม่ข้ามทีมจากอาเซียน อย่างเวียดนามหรือแม้กระทั่งทีมอย่างอินเดีย เจ้าของ ฉายาเบอร์ 1 จากเอเชียใต้ คือ การที่เรายังรู้จักตัวเอง ไม่มากพอ และดูจะหมกมุ่นอยู่กับอดีตมากจนเกินไป

แม้กระทั่งกุนซื้อเฒ่าอย่างออสการ์ ตาบาเรซ ชายผู้กุมบังเหียนจอมโหดอุรุกวัย ยังเคยให้คําแนะนําไว้ในครั้งที่เขาพาลูกทีมปราบทีมช้างศึกบนดินแดนจีน แผ่นดินใหญ่ พร้อมทั้งคว้าแชมป์ไชน่าคัพชนิดที่ว่าไม่เสีย ประตูให้ใครแม้แต่ลูกเดียวเลยว่า “ไทยจําเป็นต้องค้นหาวิถี การเล่นของตัวเองให้ได้”

“ถูกต้องที่สุดนั่นแหละ” เพราะการจะพาทีม ไปต่อกรกับบรรดาเสือสิงห์กระทิงแรด เช่นทีมจากโถ 1 และ โถ 2 แบบชนิดที่ว่า “พอจะสู้ได้” เราจําเป็นต้องรู้จักตัวเอง ให้มากเข้าไว้เสียก่อน

ต้องการทีมชาติไทยในสไตล์ไหน? จะเน้นเพรสซิ่ง และพละกําลังแบบเกาหลีใต้และเวียดนาม? เน้น ลูกกล ลูกกลางอากาศอย่างฟิลิปปินส์เพื่อนบ้าน? หรือจะเอาบอลเทคนิคถึงทักษะเฉพาะตัวอย่างชาติในอาหรับ? นั่นคือ งานแรกๆ ที่เราจําเป็นต้องค้นหากัน

“ระบุเวย์ของตัวเองให้ชัด (อะไรคือจุดเด่นที่เรามี และมันสามารถนําไปต่อยอดได้ในทีมชาติ), ตรวจดู ทรัพยากรที่เรามีจากไทยลีกอีกครั้ง (ใครล่ะที่จะเหมาะ กับเวย์ดังกล่าว) ควบคู่ไปกับการฟอร์มทีมใหม่ที่ไม่จําเป็น ต้องอาศัยโครงสร้างจากตัวผู้เล่นเดิมก็ได้” น่าจะถูกทาง ที่สุดในเวลาแบบนี้

ทีมงานด้านข้อมูลและงานสเก๊าท์

ยอมรับตามตรงว่าความสําเร็จในโลกของฟุตบอลใน ปัจจุบันส่วนหนึ่งมันก็เป็นเรื่องของการสู้กันทางด้านการหา ข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มา

เห็นได้ชัดว่าทีมหัวแถวของทวีปอย่างญี่ปุ่น พวกเขา ลงทุนด้านการเก็บข้อมูลทั้งของทีมตัวเองและของคู่ต่อสู้ แบบไม่เสียดายเงินที่เสียไป นั่นเพราะพวกเขาเห็นถึงความ สําคัญจึงกล้าใช้จ่ายเม็ดเงินลงส่วนงานที่ว่านี้

ทั้งการนําเข้าเครื่องมือทางคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บสถิติ ต่างๆ, นําเข้าบุคคลากรเฉพาะทาง หรือแม้แต่จัดจ้าง ทีมงานอาชีพแบบเอาท์ซอร์ช (อาจเป็นบริษัทที่ชํานาญ งานในด้านนี้อย่างวายสเก๊าท์ หรือ อินสเต็ท) เรียกง่ายๆ คือ “ต้องรู้ให้ลึกและให้มากไว้ก่อน”

“ไม่ใช่แค่ดาร์บี้แต่ผมสอดแนมทุกทีม และมันเป็น ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์” คํากล่าวแบบยอมรับเอาดื้อๆ ของกุนซื้อมากประสบการณ์ ผู้ที่ได้รับการยกย่องจาก เป็ป กวาร์ดิโอล่า ว่าเป็น “กุนซื้อที่ดีที่สุดของโลก” อย่าง มาร์เซโล บิเอลซ่า นายใหญ่ทัพ ยูงทอง ลีดส์ยูไนเต็ด การสอดแนมคู่แข่งที่ผ่านมาก็เป็นเพียงการนําข้อมูลเก่า อย่างเทปการแข่งขัน, คลิปที่มีการตัดต่อ, ข้อมูลนักเตะ ปัจจุบันที่หาได้ตามหน้าไซเบอร์มาผสมกัน และบางครั้ง อาจมีการสอบถามคนที่เคยรู้จักนักเตะเหล่านั้นบ้าง ทั้งหมดคืองานคร่าว ๆ ที่ส่วนงานสเก๊าท์ของทีมชาติ ไทยมักทํากัน และคําถามจึงมีอยู่ว่า “ทั้งหมดที่ว่ามา เพียงพอแล้วหรือยัง?” มากกว่า

ว่ากันว่าบนความสําเร็จของหลายทีมทั้งระดับ สโมสรและทีมชาติล้วนมาจากการใส่ใจในรายละเอียด เล็ก ๆ น้อยๆ ทั้งนั้น ดูอย่างการทํางานที่เกิดขึ้นที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด ภายใต้การนําของบิเอลซ่า หรือแม้แต่ทีมงาน ทีมชาติญี่ปุ่นและอิหร่าน ทีมหัวแถวของทวีป พวกเขา สเก๊าท์ลึกไปถึงขนาดที่ว่านักเตะของคู่ต่อสู้แต่ละราย มักใช้เท้าไหนในการจับบอล, มักวิ่งไปในทิศทางใดบ่อยๆ เมื่อได้บอล หรือแม้แต่กระทั่งดื่มนาเฉลี่ยกี่ครั้ง ในแต่ละนัด

ทุกอย่างสามารถบอกข้อมูลบางเรื่องออกมาได้ โดยง่าย ทั้งสภาพความฟิตของนักเตะรายนั้นๆ. ตําแหน่ง การยืนที่โค้ชสั่ง, ความถนัดในการเล่น, งานที่โค้ชคู่ต่อสู้ สั่งให้ทําในสนาม หรือแม้แต่แนวทางการตัดสินใจในแบบ เฉพาะตัวของนักเตะรายนั้นๆ

“รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” นั่นแหละ เอากัน ง่ายๆ หากเรามีข้อมูลที่ละเอียดและมากพอ การจะหา แนวทางรับมือทีมคู่แข่งและดีดตัวเองเพื่อขึ้นไปสู่ทีมชั้นนํา ของทวีปก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน และบางทีอาจถึงเวลาแล้วที่เรา จะต้องจริงจังกับงานด้านนี้

และนี่คือ 1-2 อย่างที่ทีมชาติไทยสามารถทําได้ เลยก่อนที่นัดแรกของคัดบอลโลกจะมาถึง เพื่อเป็นการ เพิ่มโอกาสให้เราและดันตัวเองกลับสู่วงโคจรของทีมที่จะ ลุ้นเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายให้ได้อีกครั้ง (เหมือนหนก่อนที่ เคยทําได้หลังจากห่างหายไปนานถึง 15 ปี)

“ในโลกของฟุตบอลมันไม่ใช่เรื่องของการแสวงหา แต่โชคหรือการมองหาโอกาสจากโชคชะตาที่เข้ามา หาก แต่เป็นการค้นหาเพื่อให้ได้มันมาต่างหาก” คํากล่าวของ กุนซือผู้พาลิเวอร์พูลเถลิงถ้วยแชมป์ยูฟ่า แชมปเปี้ยนลีก ฤดูกาล 2018-2019 เจอร์เก้น คล็อปป์

About the author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *