เนชั่นลีกที่เอเชีย มีผลกระทบกับฟุตบอลไทยอย่างไร?

ในการประชุมสุดยอดผู้นําของเอเอฟซีครั้งล่าสุด เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีการหยิบยกประเด็นเรื่องความเป็นไปได้ ในการนําเอาระบบเนชั้นลึก เข้ามาใช้ในทวีปเอเชียขึ้นมาถกกัน และหลายฝ่าย ต่างให้ความเห็นไปในทํานองเดียวกัน นั่นคือ “เห็นด้วย” และอาจนําระบบการแข่งขันดังกล่าวมาเริ่มใช้ในปี 2021 หรือในอีกสองปีข้างหน้า

เพียงแต่ประเด็นที่ยังคงเป็น อุปสรรค์และเป็นข้อกังวลของหลายๆ ชาติก็คือ เรื่องของระยะทาง ระหว่างฝั่งเอเชียตะวันออกและตะวันตกที่มีระยะห่างกัน ค่อนข้างมาก

แม้จะมีการแสดงความเป็นห่วง ในเรื่องของการจัดการแข่งขัน ระหว่างชาติจากโซนตะวันออกและตะวันตก แต่เมื่อทุกฝ่าย ต่างเห็นดีเห็นงามก็เท่ากับว่า “มันมีความเป็นไปได้!” ดังนั้น เราเองก็ควรจะมองเรื่องผลกระทบในด้านต่างๆ เพื่อเอาไว้บ้าง เพื่อเตรียมความพร้อมและหาทางรับมือเอาไว้ล่วงหน้า

เนชั่นลีกเอชีย-ฟีฟ่า

ผลกระทบอย่างแรก (ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว) คือ การหาทีมจากทวีปยุโรป เข้ามาอุ่นเครื่องด้วยในช่วงฟีฟ่าเดย์ เมื่อเนชั่นลีกเกิดขึ้นในฝั่งยุโรปไปแล้ว การจะหาทีมจากทวีปยุโรป มาเตะในช่วงฟีฟ่าเดย์ สําหรับเราหลังจากนี้คงเป็นเรื่องที่ทําได้ยาก เพราะแต่ละชาติในย่านนั้น ก็จะมีโปรแกรมเนชั่นลีกใส่ไว้รอ อยู่แล้วในปฏิทินฟีฟ่า อย่างรายการใกล้ตัวของไทยอย่าง “คิงส์คัพ” ที่จะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ ทีมจากทวีปยุโรป ที่มีคิวต้องลงเล่นในเนชั่นลีกรอบน็อคเอ้าท์ ก็จะหมดสิทธิมาเล่นในคิงส์คัพแล้วแน่นอน

อย่างที่สอง คือ โอกาสในการจัดทัวร์นาเม้นท์ของตัวเองและของภูมิภาคน่าจะถูกลดลง หรือถูกจํากัด ด้วยความที่ว่า เนชั่นลีกกําหนดให้แต่ละทีม ต้องลงเล่นกันมากถึง 6 นัด ในรอบแบ่งกลุ่ม (และอาจเป็น 8 นัดสําหรับบางทีมที่ได้ไป ถึงรอบน็อคเอ้าท์) บวกกับรายการอื่นที่สําคัญอย่างคัดเลือก ฟุตบอลโลกและเอเชียนคัพที่จะทําให้ตารางการแข่งขัน ในแต่ละช่วงของปฏิทินฟีฟ่าดูแน่นขนัด เพิ่มความลําบาก ในการจัดทัวร์นาเม้นท์อื่นๆ โดยเฉพาะรายการของตัวเอง และรายการระดับภูมิภาค เช่น คิงส์คัพและอาเชียนคัพ ที่สุดท้ายอาจต้องลดจํานวนแมตช์การแข่งขันหรืออาจต้อง จัดนอกปฏิทินฟีฟ่า

“เนชั่นลีกสําหรับเอเชีย” แม้ในวันนี้จะยังเป็นเพียงแค่แนวคิด และหลายฝ่ายกําลังเร่งศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการนํา มาใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่ก็คงจะไม่เสียหายนักถ้าวันนี้เราจะเริ่มเรียนรู้และศึกษามันเอาไว้เสียแต่เนิ่นๆ เพราะในโลกของ ฟุตบอลนั้น “มันไม่มีอะไรที่จะเป็นไปไม่ได้” จริงไหมล่ะครับ?.ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ที่มาและกลไกของเนชั่นลีก

อย่างที่ใครหลายคนทราบกันดีว่าในแต่ละปีนั้น ฟีฟ่าได้กําหนดตารางการแข่งขันสําหรับทัวร์นาเม้นท์ต่างๆ ที่ฟีฟ่าได้ ให้การรับรอง รวมไปถึงแมตช์กระชับมิตรระหว่างแต่ละชาติภายใต้ช่วงเวลาที่เรียกว่า “ฟีฟ่าเดย์” นั่นคือ มีการเว้นวรรคฟุตบอล ลีกและบอลถ้วยภายในของแต่ละประเทศเพื่อหลีกทางให้แก่โปรแกรมทีมชาติ โดยกําหนดให้เงื่อนไขของการแข่งขันภายใต้คํา จํากัดความว่า “เอแมตช์” นั้นมีการคิดคะแนนฟีฟ่า

เพียงแต่เมื่อวันเวลาผ่านไปดูเหมือนว่าฟีฟ่าเดย์ที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเกมอุ่นเครื่อง หลายชาติยังไม่ค่อยให้ ความสําคัญกับมันเท่าที่ควร ซ้ําร้ายไปกว่านั้นบางประเทศซึ่งเป็นชาติเล็กๆ ก็มีข้อจํากัดในการหาทีมมาเตะด้วยอยู่เหมือนกัน (ใครล่ะจะอยากเล่นกับทีมที่มีอันดับห่างกว่าทีมตัวเองมาก? และความเอาจริงเอาจังในเกมอุ่นเครื่องมันจะมีมากน้อยแค่ไหนกัน?) 2 คําถามที่ว่ามานี้นี่แหละคือ “ที่มาของเนชั่นลีก”

เนชั่นลีกเอชีย-แบ่งกลุ่ม

เนชั่นลีกในทวีปยุโรปมีกลไกที่พอจะเข้าใจได้ไม่ยาก นั่นคือ การนําเอาทีมทั้งหมดจากยุโรป (55 ชาติ) มาซอยแบ่งเป็นอีก ต่างๆ ทั้ง A, B, C และ D ตามลําดับ โดยวางทีมแต่ละทีมโดยใช้อันดับฟีฟ่าเป็นเกณฑ์ พูดง่ายๆ คือ ทีมที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของทวีปก็จะอยู่ในลีกบนหรือลีก A ส่วนทีมที่อยู่ในอันดับรองๆ ต่อลงมาก็จะถูกจับไปวางในลีกรองถัดไปก็คือ B, C และ D ตามลําดับ

นอกจากจะมีการแบ่งเป็นอีกแล้ว ในแต่ละลีกยังมีการแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อยๆ ด้วยผลของการจับฉลาก แล้ว แต่ละทีมก็จะลงแข่งขันกันในกลุ่มและในลึกของตัวเองด้วยรูปแบบเหย้า-เยือนแบบพบกันหมด

โดยที่ทีมแชมป์หรือทีมที่ทําแต้ม ได้มากที่สุดในแต่ละกลุ่ม ก็จะได้สิทธิ์ในการเลื่อนขั้นไปอยู่ในลีกที่สูงกว่า ส่วนทีมอันดับบ้วยสุดของแต่ละกลุ่ม ก็จะตกชั้นลง ไปเล่นยังลีกที่ต่ํากว่า เช่น แชมป์จากลีก B ก็จะได้สิทธิ์เลื่อนไปเล่นในลีก A ในขณะที่ทีมบ๊วยของลีก B ต้องตกชั้นมาเล่นยังลีก C

แต่ละลีกจะมีทีมที่จะเลื่อนชั้นและตกชั้นทั้งหมดอีกละ 4 ทีม และสําหรับลีกสูงสุดอย่างลึก A ก็จะมีการชิงแชมป์ลีก สูงสุดโดยเอาแชมป์แต่ละกลุ่มมาเล่นในรอบน็อคเอาท์ (รอบ 4 ทีมสุดท้าย) โดยเล่นแบบนัดเดียวจบ โดยที่ผู้ชนะในรอบนี้จะ เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ และไปดวลกันในนัดสุดท้ายเพื่อหาแชมป์เนชั่นอีกต่อไป

ประโยชน์ที่ได้จากเนชั่นลีก

“ฟุตบอลก็ไม่ต่างจากธุรกิจ” และ “ทัวร์นาเม้นท์หรือเกมการแข่งขันนํามาซึ่งเม็ดเงินมหาศาล” คิดกันง่ายๆ ว่าเมื่อเนชั่นลีก เกิดขึ้นก็จะมีแมตช์การแข่งขันอย่างเป็นทางการที่ฟีฟ่าให้การยอมรับอย่างน้อยๆ เป็นหลักร้อยนัดกระจายตามแต่ละภูมิภาคทั่ว ทั้งทวีป บรรดาค่าสปอนเซอร์, ค่าโฆษณา, ค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด และรายรับด้านอื่นอีกจิปาฐะก็จะวิ่งเข้ามาสร้างเม็ดเงิน ได้มากมายมหาศาล

เนชั่นลีกเอชีย-ค่าใช้จ่าย

ผิดกับการอุ่นเครื่องแบบเก่าที่สมาคมฟุตบอลติดต่อ ทาบทามชาติอื่นให้มาเล่น บ้างก็ผ่านเอเย่นต์ บ้างก็ติดต่อเอง ซึ่งแน่นอนว่าบรรดาค่าใช้จ่ายที่ทีมเหย้าจะต้องจ่ายให้ทีม เยือนไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง, ค่าโรงแรม, ค่าเช่าสนามซ้อม และเงินสนับสนุนแบบกินเปล่านั้น บางทีก็เป็นตัวเลขที่มาก เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน สวนทางกับรายได้จากการขายตัว เข้าชม, สปอนเซอร์และลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดซึ่งส่วนใหญ่ ให้เม็ดเงินกลับคืนมาได้ไม่มาก

หากมองในมุมของการทําคะแนนฟีฟ่า เนชั่นลีกก็ให้ค่า สัมประสิทธิ์ตัวคูณที่สูงกว่าการอุ่นเครื่องโดยทั่วไปในแบบเก่า เพราะตัวคูณในรอบแบ่งกลุ่มของเนชั่นลีกมีค่าสัมประสิทธิ์ มากถึง 15 ในขณะที่ตัวคูณสัมประสิทธิสําหรับการเตะนอก ปฏิทินฟีฟาจะมีแค่ 5 และถึงแม้จะเตะตามปฏิทินฟีฟ่าก็มีตัว คูณแค่ 10 เท่านั้น (ยังไม่นับรวมค่าสัมประสิทธิ์ในรอบน็อค เอ้าท์ของเนชั่นลีกที่ตัวคูณจะมีมากถึง 25 เทียบเท่ากับเกม ในรอบคัดเลือกของฟุตบอลโลกและเอเชียนคัพ) พูดง่ายๆ คือ “มองยังไงตัวคุณเนชั่นลีกก็มีมากกว่า”

สมัคร gclub

About the author